วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ครั้งที่ 12
บันทึกอนุทิน

วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

วันจันทร์  ที่ 17  เดือนพฤศจิกายน  พ.ศ.2557

เวลา  11.30-14.00  น.

กิจกรรมวันนี้

    เนื่องจากอาจารย์ได้งดการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาไปจัดเตรียมงาน ครูปฐมวัยร่วมใจอนุรักษ์ สืบทอดความเป็นไทย ในวันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2557 ที่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จัดทำขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชานาฏศิลป์และเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย พร้อมทั้งสรุปความรู้ที่ได้จากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้



ภาพบรรยากาศภายในงาน
























การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          สามารถนำไปปรับใช้หรือสอนให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยได้ โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นครูควรให้เด็กได้ปฏิบัติ ลงมือกระทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยตนเอง รวมทั้งการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรมนั้นๆให้สำเร็จลุล่วง เปิดโอกาสให้เด็กได้กล้าคิด กล้าทำกล้าแสดงออก และตัดสินใจด้วยตนเอง ส่งเสริมการจัดประสบการณ์ที่พึ่งประสงค์ต่อกระบวนการการจัดการเรียนที่ดีให้กับเด็กอีกด้วย






ครั้งที่ 11
บันทึกอนุทิน

วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

วันจันทร์  ที่ 10  เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2557

เวลา 11.3-14.00 น.



เนื้อหาที่ได้เรียนรู้ในวันนี้


การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

วัตถุประสงค์ของการส่งเสริมพัฒนาการ
-เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้
-เพื่อส่งเสริมให้เด็กกล้าคิกกล้าแสดงออก
-เพื่อให้ผู้ปกครองมีความรู้ที่ถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ได้

เป้าหมายของการส่งเสริมพัฒนาการ
-เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้
-เด็กสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
เฉพาะ
-เด็กสามารถพัฒนาตนเองได้ตามขั้นตอน
-เด็กสามารถแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม

ผลที่ได้จากการส่งเสริมพัฒนาการ
-พัฒนาทักษะด้านต่างๆได้
-สามารถปรับตัวตามสภาพแวดล้อมและช่วยเหลือตนเองได้
-สังคมยอมรับมากขึ้น
-ลดภาวะปัญหาทางพฤติกรรม
-คุณภาพชีวิตดีขึ้น

Down's Syndrome
-เพื่อให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
-ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด
-เน้นการดูแลแบบองค์รวม
-แนวทางการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ
-ด้านสุขภาพอนามัย
-ด้านการส่งเสริมพัฒนาการ
-การดำรงชีวิตประจำวัน
-การฟื้นฟูสมรรถภาพ

การปฏิบัติของบิดา มารดา
-ยอมรับความจริง
-เด็กดาวน์มีพัฒนาการเป็นขั้นตอนเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป

-ให้ความรักและความอบอุ่น
-การตรวจภายใน ตรวจหามะเร็งปากมดลูก และเต้านม
-การคุมกำเนิดและการทำหมัน
-การสอนเพศศึกษา
-ตรวจโรคหัวใจ


Autistic
แนวทางการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ
1.ส่งเสริมความเข้มแข็งครอบครัว
2.ส่งเสริมความสามารถเด็ก
3.พฤติกรรมบำบัด
4.ส่งเสริมพัฒนาการ
5.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์
5.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
6.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
7.การรักษาด้วยยา
8.การบำบัดทางเลือก



การสื่อสารความหมายทดแทน
(Augmentative and Alternative Communication;AAC)
  • การรับรู้ผ่านการมอง(Visual Strategies)
  • โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร(Picture Exchange  Communication System;PECS)
  • เครื่องโอภา(Communication Devices)
  • โปรแกรมปราศรัย
Picture Exchange Communication System(PECS)






ใช้โอภา รุ่น 2.3 อุปกรณ์ช่วยสื่อสาร แบบพกพา สำหรับผู้ที่บกพร่อง ทางด้านการพูด



        โอภา รุ่น 2.3 เสริมฟังก์ชันพิเศษให้กับผู้ใช้ที่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของนิ้วมือได้ หรือ มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงจนทำให้กดปุ่มสัญรูปบนหน้ากล่องโอภาได้ เพิ่มฟังก์ชัน การสแกนปุ่มโดย มีหน้าปัทม์แสดงตัวเลขบอกการสแกนไปที่ช่องหมายเลข ผู้ใช้สามารถเลือกช่องหมายเลขนั้นๆ โดยการกดสวิตช์เดี่ยวที่พ่วงต่อกับโอภา หรือเลือกใช้รีโมท คอนโทรลในการเลือกหมายเลขช่องสัญรูป ในกรณีที่ผู้ใช้มีการบังคับและควบคุมกล้ามเนื้อได้ กลับสู่เนื้อหาหลัก

คุณสมบัติ
  • สามารถบันทึกเสียง และเล่นเสียงข้อความที่บันทึกไว้
  • สามารถบันทึกได้ 60 ข้อความ ข้อความละ 4 วินาที แบ่งเป็น 4 ระดับ ระดับละ 15 ข้อความ
  • สามารถบันทึกเสียงได้ใหม่ตลอดเวลา
  • สามารถใช้งานร่วมกับสวิตช์ (single switch) ในหน้าที่การทำงานแบบสแกน ในการเล่นเสียงข้อความที่บันทึก
  • สามารถสั่งงานการเล่นเสียงข้อความที่บันทึกผ่านรีโมทได้
  • มีหลอดไฟขนาดเล็กแสดงสถานะการทำงาน
  • สามารถปรับความดังของเสียง และต่อสัญญาณเสียงไปยังเครื่องขยายเสียงภายนอกได้
  • สามารถปรับตัวเองให้อยู่ในระบบประหยัดพลังงานได้ ขณะไม่ได้เล่นจะใช้กระแสไฟ 10 มิลลิแอมป์ ขณะเล่นจะใช้กระแสไฟ 80 มิลลิแอมป์ สามารถเล่นติดต่อกันได้นาน 7.5 ชั่วโมง สามารถเปิดเครื่องรอใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมง
  • สามารถใช้ไฟจากแหล่งจ่ายไฟภายนอกผ่านหม้อแปลงไฟขนาด 9 โวลต์
  • สามารถชาร์จแบตเตอรีได้ตลอดเวลา 


การนำไปประยุกต์
-เราสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยได้ ทั้งยังสามารถนำไปสอนหรือจัดหากิจกรรมที่ส่งผลที่ดีให้กับเด็ก ส่งเสิมพัฒนาการในทุกๆด้านให้กับเด็กปฐมวัยได้

ประเมินตนเอง
-แต่งกายเรียบร้อย ถูกระเบียบ ตั้งใจฟังและเก็บเกี่ยวเอาความรู้ที่ได้จากที่อาจารย์สอนมาเป็นแนวทางในการศึกษาต่อไป

ประเมินเพื่อน
-เพื่อนๆ บางคนยังคุยเสียงดังกันอยู่ ส่วนบางคนก็ตั้งใจเรียนดี

ประเมินอาจารย์
-อาจารย์แต่งกายสุภาพ สะอาด ชอบที่อาจารย์ไม่ค่อยดุนักศึกษาค่ะ อาจารย์ใจดีและก็สอนสนุก สามารถอธิบายให้นักศึกษาเข้าใจในเรื่องที่กำลังสอนและเรียน


ครั้งที่ 10 
บันทึกอนุทิน

วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

วันจันทร์  ที่ 3 เดือนพฤศจิกายน  พ.ศ.2557

เวลา 11.30-14.00 น.



กิจกรรมในวันนี้..................


อาจารย์ได้เฉลยข้อสอบในแต่ล่ะข้อ พร้อมกับบอกคะแนนที่สอบว่าได้เท่าไหร่




การนำไปประยุกต์ใช้
-เราสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับเด็กปฐมวัยได้ ทั้งยังสามารถนำไปสอนหรือจัดหากิจกรรมที่ส่งผลที่ดีให้กับเด็ก ส่งเสริมพัฒนาการในทุกๆด้านให้กับเด็กปฐมวัย

ประเมินตนเอง
-วันนี้แต่งกายเรียบร้อย คะแนนที่สอบออกมาได้น้อยค่ะ สอบไม่ผ่าน รู้สึกผิดหวังในตัวเองเป็นอย่างมาก แต่ก็จะตั้งใจเรียนและพยายามทำคะแนนให้มากว่านี้ให้ได้ค่ะ

ประเมินเพื่อน
-เพื่อนๆแต่ล่ะคนดูตื่นเต้นมากที่จะได้รับฟังคะแนนสอบจากอาจารย์ บางคนก็สอบได้ ส่วนบางก็สอบตก 

ประเมินอาจารย์
-อาจารย์แต่งกายเรียบร้อย สะอาด สุภาพ 


ค้นคว้าเพิ่มเติม.........





ครั้งที่ 9
บันทึกอนุทิน

วิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

วันจันทร์  ที่ 27 เดือนตุลาคม  พ.ศ.2557

เวลา 11.30-14.00 น. 



วันนี้สอบกลางภาค

ในรายวิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
ที่มีความต้องการพิเศษ



วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ครั้งที่ 8
บันทึกอนุทิน

วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

วันจันทร์  ที่  20 เดือนตุลาคม  พ.ศ.2557

เวลา 11.30-14.00 น.


เนื้อหาที่ได้เรียนรู้ในวันนี้

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and Emotional Disorders)
-มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
-แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
-มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
-เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้
-ทำให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
-ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
-ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงขึ้นไป
-ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต

การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม
และอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ
ด้านความพฤติกรรม (Conduct Disorders)
-ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
-ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
-กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
-เอะอะและหยาบคาย
-หนีเรียน รวมถึงหนีออกจจากบ้าน
-ใช้สารเสพติด
-หมกหมุ่นในกิจกรรมทางเพศ
ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)
-จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที
-ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
-งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด
สมาธิสั้น (Attention Deficit)
-มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆได้ หยุกหยิกไปมา
-พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
-มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ
การถอดตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)
-หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
-เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
-ขาดความั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก
ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย(Function Disorder)
-ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)
-การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)
-การปฏิเสธที่จะรับประทานอาหาร
-โรคอ้วน (Obesity)
-ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจารระและปัสสาวะ(Elimination Disorder)
ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
-ขาดเหตุผลในการคิด
-อาการหลงผิด (Delusion)
-อาการประสาทหลอน (Hallucination)
-พฤติกรรมการทำร้ายตนเอง 
สาเหตุ
-ปัจจัยทางชีวภาพ (Biology)
-ปัจจัยทางจิตสังคม (Psychosocial)
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
-ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
-รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
-มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์
-แสดงอารการทางร่างกาย เช่น ปวดศรีษะ ปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
-มีความหวาดกลัว
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
1.เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)
2.เด็กออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autisum)

เด็กสมาธิสั้น
(Children with Attention Deficit 
Hyperactivity Disorders)
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ
1.Inattentivenessn คือ สมาธิไม่ดี
2.Hyperactivity คือ อยู่ไม่นิ่ง
3.Impulsiveness คือ ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ
Inattentivenessn (สมาธิสั้น)
-ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ
-ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ
-มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย
-เด็กเล็กๆจะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ
-เด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด
Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)
-ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก
-เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
-เหลียวซ้ายแลขวา
-ยุกยิก เกาะโน่นเกานี่
-อยู่ไม่สุข ปีนป่าย
-นั่งไม่นิ่ง
Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)
-ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม
-ขาดความยับยั้งชั่งใจ
-ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ
-ไม่อยู่ในกติกา
-ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
-พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้อง
-ไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน
สาเหตุ
-ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิในสมอง เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine)
-ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortex)
-พันธุกรรม
-สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น
   สมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูผิดวิธี ตามใจมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลยจนเกินไป และไม่ใช่ความผิดของเด้กที่ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็ก
ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
-อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน
-ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก
-ดูดนิ้ว กัดเล็บ
-หงอยเหงาเศร้าซึม การหนีสังคม
-เรียกร้องความสนใจ
-อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
-ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว
-ฝันกลางวัน
-พูดเพ้อเจ้อ

เด็กพิการซ้ำซ้อน (Children with Multiple Handicaps)
-เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
-เด็กปัญญาอ่่อนที่สูญเสียการได้ยิน
-เด็กปํญญาอ่อนที่ตาบอด
-เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด



ความรู้ที่ได้รับ
      ได้เรียนรู้และเข้าใจอาการของเด็กพิเศษมากยิ่งขึ้น ว่าเป็นเช่นไร สาเหตุเกิดจากอะไร เราควรมีวิธีการที่จะต้องดูแลในลักษณะอย่างไรจึงจะเหมาะสมในของเด็กแต่ละบุคคล 

การนำไปประยุกต์ใช้
-เพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและเสริมสร้างพัฒนาการตามวัยให้กับเด็กพิเศษ
-สร้างความเข้าใจและเจตคติที่ดีต่อความสามารถของเด็ก และสร้างแรงจูงใจ ความเชื่อมั่นให้กับผู้ดูแลเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเด็กได้

ประเมินตนเอง
-แต่งกายเรียบร้อยค่ะ ตั้งใจฟังอาจารย์สอนแต่อาจมีง่วงบ้างเล็กน้อย แต่ก็พอเข้าใจในเนื้อหาค่ะ

ประเมินเพื่อน
-เพื่อนๆ นั่งฟังที่อาจารย์สอนได้เป็นอย่างดีค่ะ แต่บางคนก็มีเสียงดังบ้างเล็กน้อย

ประเมินอาจารย์
-อาจารย์แต่งกายเรียบร้อย สุภาพ สะอาด สอนให้ได้เข้าใจง่ายและอธิบายได้ละเอียดค่ะ




ครั้งที่ 7
บันทึกอนุทิน

วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

วันจันทร์  ที่  13 เดือนตุลาคม  พ.ศ.2557

เวลา  11.30-14.00 น.


เนื้อหาที่ได้เรียนรู้ในวันนี้..........

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Childern with Learning Disabilities)
-เรียกย่อๆ ว่า L.D. (Learning Disabilities)
-เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
-ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย
สาเหตุ
-ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้
-กรรมพันธุ์

1.ด้านการอ่าน (Reading Disorder)
-อ่านหนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำ
-อ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด หรืออาจข้ามคำที่อ่่านไม่ได้ไปเลย
-ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน หรือจับใจความสำคัญไม่ได้
ลักษณะของเด็ก LD ด้านการอ่าน
-อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำถึงจะอ่านได้
-อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
-เดาคำเวลาอ่าน
-อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง
-อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน
-ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
-ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน
-เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้

2.ด้านการเขียน (Writing Disorder)
-เขียนตัวหนังสือผิด สับสนเรื่องการม้วนหัวอักษร เช่น จาก ม เป็น น หรือจาก ภ เป็น ถ เป็นต้น
-เขียนตามการออกเสียง เช่น ประเภท เขียนเป็น ประเพด
-เขียนสลับ เช่น สถิติ เขียนเป็น สติถิ
ลักษณะของเด็ก LD ด้านการเขียน
-ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรือออกนอก ขีดวนๆ ซ้ำๆ
-เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน
-จับดินสอหรือปากกาแน่นมาก
-สะกดคำผิด โดยเฉพาะคำพ้องเสียง ตัวสะกดแม่เดียวกัน ตัวการันต์
-เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด
-เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ 
-ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง

3.ด้านการคิดคำนวณ (Mathematic Disorder)
-ตัวเลขผิดลำดับ
-ไม่เข้าใจเรื่องการทดเลขหรือการยืมเลขเวลาทำการบวกหรือลบ
-ไม่เข้าหลักเลขหน่วย สิบ ร้อย
-แก้โจทย์ปัญหาเลขไม่ได้
ลักษณะของเด็ก LD ด้านการคำนวณ
-ไม่เข้าใจค่าของตัวเลขเช่นหลักหน่วยสิบร้อยพันหมื่นเป็นเท่าใด
-นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้
-คำนวณบวกลบคูรหารโดยการนับนิ้ว
-จำสูตรคูณไม่ได้
-เขัยนเลขกลับกันเช่น13เป็น31
-ทดไม่เป็นหรือยืมไม่เป็น
-ตีโจทย์เลขไม่ออก
-คำนวณเลขจากซ้ายไปขวาแทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย
-ไม่เข้าใจเรื่องเวลา

ออทิสติก (Autistic)
-เด็กที่ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
-ไม่สามารถเข้าใจคำพูด ความรู้สึก และความต้องการของผู้อื่น
-ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคม
-เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
-ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
ลักษณะของเด็กออทิสติก
-อยู่ในโลกของตนเอง
-ไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ
-ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
-ไม่ยอมพูด
-เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ

เกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติก องค์กรอนามัยโลกและสมาคมจิตแพทย์อเมริกา

ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ
-ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น
-ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
-ขาดความสามารถใการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุกสนานร่วมกับผู้อื่น
-ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น

ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ
-มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
-ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
-พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษาอย่างไม่เหมาะสม
-ไม่สามารถเล่นสมมติหรือเล่นลอกตามจิตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ

มีพฤติกรรม ความน่าสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัดอย่างน้อย 1 ข้อ
-มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
-มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้ว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
-มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ
-สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ

พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้าน (ก่อนอายุ 3 ขวบ)
-ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
-การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
-การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ

พฤติกรรมการทำซ้ำ
-นั่งเคาะโต๊ะ หรือโบกมือนานเป็นชั่วโมง
-นั่งโยกหน้าโยกหลังเป็นเวลานาน
-วิ่งเข้าห้องนี่ไปห้องนู่น
-ไม่ยอมให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

Autistic Savant
1.กลุ่มที่คิดด้วยภาพ (visual thinker) จะใช้การคิดแบบอุปนัย (bottom up thinking)
2.กลุ่มที่คิดโดยไม่ใช้ภาพ (music, math and memory thinery) จะใชการคิดแบบนิรนัย (top down thinking)

ความรู้ที่ได้รับ
     ได้เรียนรู้เกี่ยวความบกพร่องทางด้านต่างๆของเด็กปฐมวัยเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังได้รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่แตกต่างกันออกไป และมีความสามารถที่ไม่เหมือนกัน เราควรที่จะต้องรู้และเข้าใจในตัวของเด็กอย่างลึกซึ้ง รวมถึงการเลี้ยงดู ดูแลอย่างใกล้ชิด สังเกตพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนที่มีความบกพร่องในลักษณะนี้อีกด้วย และได้เข้าใจถึงสาเหตุ ลักษณะอาการของเด็กพิเศษเหล่านั้น




การนำไปประยุกต์ใช้
-เราสามารถหาสื่อหรือเทคนิดของรูปแบบการสอนที่ง่ายๆ ที่เด็กสามารถทำได้ด้วยตนเอง แล้วนำไปสอนให้กับเด็กพิเศษให้ได้เกิดเรียนรู้ 

ประเมินตนเอง
-แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังในเนื้อหาวิชาที่อาจารย์สอน จดบันทึกลงสมุด

ประเมินเพื่อน
-เพื่อนๆตั้งใจนั่งฟังในเนื้อหาวิชาที่อาจารย์กำลังสอน 

ประเมินอาจารย์
-อาจารย์แต่งกายเรียบร้อย สุภาพ สะอาด สามารถอธิบายและสอนได้อย่างเข้าใจ 

ค้นคว้าหาเพิ่มเติม
-

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ครั้งที่ 5
บันทึกอนุทิน

วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

วันจันทร์  ที่ 15  เดือนกันยายน พ.ศ.2557

เวลา 11.30-14.00 น.

สิ่งที่ได้เรียนรู่ในวันนี้.........

ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
แบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ
1.กลุ่มเด็กที่ีมีลักษณะทางความสามารถสูง
มีความเป็นเลิศทางปัญญา เรียกโดยทั่วไปๆว่า " เด็กปัญญาเลิศ "

เด็กปัญญาเลิศ (Gifted child)
-เด็กที่มีความสามารถทางปัญญา
-มีความถนัดเฉพาะทางสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ
-พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
-เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
-อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง  ชอบซักถาม
มีเหตุผลในการแก้ปัญหา การใช้สามัญสำนึก
-จดจำได้รวดเร็วและแม่นยำ
-มีความรู้ ใช้คำศัพท์เกินวัย
-มีความคิดริเริ่ม มีวิธีการคิดและแนวคิดแปลกๆ
-เป็นคนตื่นตัว เฉียบแหลม ว่องไว และช่างสังเกต
-มีแรงจูงใจ และมีความมานะบากบั่นมีความจริงจังในการทำงาน
-ชอบแสวงหาสิ่งท้าทายความคิดความอ่าน

เด็กฉลาด                                                        Gifted      
-ตอบคำถาม                                                   -ตั้งคำถาม                                      
-สนใจเรื่องที่ครูสอน                                       -เรียนรู้สิ่งที่สนใจ
-ชอบอยู่กับเด็กอายุเท่ากัน                             -ชอบอยู่กับผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตกว่า
-ความจำดี                                                      -อยากรู้อยากเห็น ชอบคาดคะเน
-เรียนรู้ง่ายและเร็ว                                           -เบื่อง่าย
-เป็นผู้ฟังที่ดี                                                    -ชอบเล่า
-พอใจในผลงานของตน                                 -ติเตียนผลงานของตน

2.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง (Children with Imtellectual Disabilities) หมายถึง เด็กที่มีสติปัญญา หรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เมื่อเทียบเด็กในระดับอายุเดียวกันมี 2 กลุ่ม คือ เด็กเรียนช้า และเด็กปัญญาอ่อน

เด็กเรียนช้า
-สามารถเรียนในชั้นเรียบนได้ปกติ
-เด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ
-ขาดทักษะในการเรียนรู้
-มีความบกพร่องทางสติปัญญาเพียงเล็กน้อย
สาเหตุของการเรียนช้า
-ภายนอก
-ภายใน
1.ภายนอก
-เศรษฐกิจของครอบครัว
-การสร้างเสริมประสบการณ์ให้แก่เด็ก
-สภาวะทางด้านอารมณ์ของคนในครอบครัว
-การเข้าเรียนไม่สม่ำเสมอ
-วิธีการสอนไม่มีประสิทธิภาพ
2.ภายใน
-พัฒนาการช้า
-การเจ็บป่วย
เด็กปัญญาอ่อน
-ระดับสติปัญญาต่ำ
-พัฒนาการล่าช้า ไม่เหมาะสมกับวัย
-มีพฤติกรรมการปรับตนบกพร่อง
-อาการแสดงก่อนอายุ 18

พฤติกรรมการปรับตน
1.การสื่อความหมาย
2.การดูแลตนเอง
3.การดำรงชีวิตภายในบ้าน
4.การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม
5.การใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน
6.การควบคุมตนเอง
7.การนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน
8.การใช้เวลาว่าง
9.การทำงาน
10.การมีสุขอนามัยและความปลอดภัยเบื้องต้น

เด็กปัญญาอ่อน
แบ่งตามระดับสติปัญญา (IQ) ได้ 4 กลุ่ม
1.เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก  IQ ต่ำกว่า 20
-ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆได้เลย
-ต้องการเฉพาะการดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น
2.เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34
-ไม่สามารถเรียนได้ ต้องการเฉพาะการฝึกหัดการช่วยเหลือตัวเอง ในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่ายๆ
-กลุ่มนี้เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R (Custoaiad Mental Retardation)
3.เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49
-พอที่จะฝึกอบรมและเรียนทักษะเบื้องต้นง่ายๆได้
-สามารถฝึกอาชีพ หรือทำงานง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดละออได้
-เรียกโดยทั่วไปว่า E.M.R (Educable MentallyRetarded)

ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
-ไม่พูด หรือพูดได้ไม่สมวัย
-ช่วงความสนใจสั้น วอกแวก
-ความคิด และอารมณ์ เปลียนแปลงง่าย รอคอยไม่ได้
-ทำงานช้า
-รุนแรง ไม่มีเหตุผล
-อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
-ช่วยตนเองได้น้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน


.................................